ปัจจุบันในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกะเจ้า มีประชากรเป็นจำนวนมาก ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เป็นขยะจากครัวเรือน ซึ่งเป็นขยะอินทรีย์จำพวกเศษผัก เปลือกผลไม้ และเศษอาหาร มีสัดส่วนมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นขยะจำพวกกระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ และอโลหะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ขยะอินทรีย์ไม่ค่อยถูกคัดแยก แต่จะถูกทิ้งปะปนไปกับขยะชนิดอื่นๆ จึงทำให้ขยะรีไซเคิลไม่คุ้มค่าในการนำกลับมาใช้ และหากไม่มีมาตรการในการควบคุมหรือลดปริมาณขยะมูลฝอยลงจะทำให้มูลฝอยตกค้างในชุมชนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกขยะมูลฝอยที่แหล่งกำเนิดตามหลักการ 3RS และนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางกะเจ้า โดยการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และนำมาแปรรูปทำให้เกิดประโสชน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงมีแนวคิดในการจัดจำโครงการ “นวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากขยะเศษอาหาร” เพื่อลดการทิ้งขยะอินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เชื้อโรคปนเปื้อนและปัญหาทางด้านมลพิษทางอากาศ เพื่อช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการมีรายได้เสริม มีรายได้จากการผลิตปุ๋ยชีวภาพและลดปัญหาขยะภายในบ้านเรือน ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีตลอดจนเป็นการลดปริมาณการตกค้างของสารเคมี รวมทั้งเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลบางกะเจ้า
มหาวิทยาลัยราภัฏธนบุรี ได้น้อมนําพระบรมราโชบายของการเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยการ นํายุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มาใช้เป็นแนวทางในการจัดทําแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ระยะ 5 ปีพ.ศ.2565 – 2569 ด้านการศึกษา ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการ รวมถึงการทํานุบํารุง ศิลปวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การพัฒนาการศึกษาของท้องถิ่นการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรม เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ด้านการบริการวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราภัฏธนบุรี ได้น้อมนําพระบรมราโชบายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับรายได้ให้กับชุมชนฐานราก โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ด้านสินค้าเกษตร เกษตรปลอดภัย และสินค้าที่เป็นอัตลักษณของชุมชนท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้มีแนวคิดในการดําเนินงานถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากรวมถึง การส่งเสริมการตลาดเพื่อยกระดับรายได้และเศรษฐกิจฐานราก ที่นําไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม
รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องของการส่งเสริมดูแลสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชนทั้งประเทศจึงกำหนดเป็นนโยบายในการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนในเรื่องของการดูแลสุขภาวะและสุขอนามัยของประชาชนในชุมชน เชื่อว่าหากประชาชนมีสุขภาพที่ดีจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย และเมื่อประชาชนในชาติมีสุขภาพที่ดี ส่งผลให้การพัฒนาประเทศมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง เพื่อการตอบสนองต่อนโยบายและกลยุทธ์ของการส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะอนามัยของรัฐบาล และเพื่อเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงของปัญหาสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามบริบทของโลก และเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการป้องกันเหตุและช่วยเหลือผู้อื่น สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยการมีส่วนร่วมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองในมิติด้านสุขภาพและสังคมให้กับชุมชน ประชาชน เด็ก และเยาวชน ดังนั้นคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้มีแนวคิดในการจัดโครงการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ชุมชน โดยการอบรมหลักสูตรปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน จึงเป็นหลักสูตรที่สำคัญซึ่งจะทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้ที่ถูกต้องและได้รับการฝึกฝนอย่างชำนาญ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ในเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องก่อนนำส่งสถานพยาบาลต่อไป
โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการป้องกันเหตุและช่วยเหลือผู้อื่น สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยการมีส่วนร่วมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองในมิติด้านสุขภาพ
2. เพื่อสร้างความรู้ที่ถูกต้องและได้รับการฝึกฝนอย่างชำนาญ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ในเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องก่อนนำส่งสถานพยาบาลต่อไป
ปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน กล่าวคือ ผลิตผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ราคาตกต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตมีราคาสูง สภาพดิน ฟ้า และอากาศไม่มีความแน่นอน โครงสร้างตลาดที่มีลักษณะห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและการแข่งขันไม่สมบูรณ์ กึ่งผูกขาด และเทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น รวมทั้งนโยบายและมาตรการของภาครัฐขาดความต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอกที่มีผลักดันให้ภาคเกษตรกรรมหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาระบบน้ำให้พืชแบบอัตโนมัติ โดยใช้เซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลที่หาซื้อได้ง่าย พร้อมต่อการลงมือปฏิบัติในการเปลี่ยนรูปแบบแปลงเกษตรเดิมของตนเอง ให้มีความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่องค์ประกอบของอุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเปลี่ยนแปลงเกษตรของตนเอง การกำหนดชุดคำสั่งในการสั่งงานอุปกรณ์ การทำงานของระบบ IoT การวางระบบน้ำให้เหมาะสมต่อการให้น้ำแบบอัตโนมัติ การตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูล การแจ้งเตือนการทำงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็ว การใช้เซ็นเซอร์มาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อความแม่นยำและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การระบุตำแหน่งด้วย GPS เพื่อกำหนดจุดในการเก็บข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูลกับภาพภูมิอากาศจากฐานข้อมูลภายนอก และการสร้างชุดควบคุมผ่านโทรศัพท์ เพื่อควบคุมอุปกรณ์การให้น้ำอัตโนมัติ ตรวจสอบสถานะการทำงานแบบทันที เพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงแปลงเกษตรของตนเองสู่แปลงเกษตรอัจฉริยะ ลดภาระหน้าที่ในการดูแล และเพิ่มประสิทธิผลในการเพาะปลูกพืช และพัฒนา AI จะมาลงมือทำแทนหน้าที่เกษตรกรผ่านการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือเครื่องเดียว เช่น การควบคุมระบบน้ำ ตรวจสอบความชื้นของดิน ควบคุมระบบไฟฟ้า ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น และเพื่อเป็นการทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ลดเวลา เพิ่มผลผลิต รายได้เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น