ปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน กล่าวคือ ผลิตผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ราคาตกต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตมีราคาสูง สภาพดิน ฟ้า และอากาศไม่มีความแน่นอน โครงสร้างตลาดที่มีลักษณะห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและการแข่งขันไม่สมบูรณ์ กึ่งผูกขาด และเทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น รวมทั้งนโยบายและมาตรการของภาครัฐขาดความต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอกที่มีผลักดันให้ภาคเกษตรกรรมหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาระบบน้ำให้พืชแบบอัตโนมัติ โดยใช้เซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลที่หาซื้อได้ง่าย พร้อมต่อการลงมือปฏิบัติในการเปลี่ยนรูปแบบแปลงเกษตรเดิมของตนเอง ให้มีความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่องค์ประกอบของอุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเปลี่ยนแปลงเกษตรของตนเอง การกำหนดชุดคำสั่งในการสั่งงานอุปกรณ์ การทำงานของระบบ IoT การวางระบบน้ำให้เหมาะสมต่อการให้น้ำแบบอัตโนมัติ การตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูล การแจ้งเตือนการทำงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็ว การใช้เซ็นเซอร์มาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อความแม่นยำและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การระบุตำแหน่งด้วย GPS เพื่อกำหนดจุดในการเก็บข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูลกับภาพภูมิอากาศจากฐานข้อมูลภายนอก และการสร้างชุดควบคุมผ่านโทรศัพท์ เพื่อควบคุมอุปกรณ์การให้น้ำอัตโนมัติ ตรวจสอบสถานะการทำงานแบบทันที เพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงแปลงเกษตรของตนเองสู่แปลงเกษตรอัจฉริยะ ลดภาระหน้าที่ในการดูแล และเพิ่มประสิทธิผลในการเพาะปลูกพืช และพัฒนา AI จะมาลงมือทำแทนหน้าที่เกษตรกรผ่านการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือเครื่องเดียว เช่น การควบคุมระบบน้ำ ตรวจสอบความชื้นของดิน ควบคุมระบบไฟฟ้า ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น และเพื่อเป็นการทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ลดเวลา เพิ่มผลผลิต รายได้เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ชุมชน หมู่ 4 บ้านคลองสามแพรก ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ทำการเปิดรับสมัครสมาชิกเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2561 มีการดำเนินการจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้นมากกว่า 70 คน ลักษณะการดำเนินงานของกลุ่มคือ มีการจัดตั้งคณะกรรมการของกลุ่มออมทรัพย์ฯ ขึ้นเพื่อบริหารจัดการเงินของกลุ่ม ได้แก่ การรวบรวม “เงินสัจจะสะสม” ซึ่งเป็นเงินออมที่ได้รับจากสมาชิก จำนวนเท่ากันทุกเดือนตามกำลังความสามารถ คือ สมาชิกจะทำการถือหุ้นได้ต่ำสุด 1 หุ้น หุ้นละ 50 บาท และสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 20 หุ้น (รวมเป็นเงิน 1,000 บาท) โดยเงินที่ได้รับมานี้คณะกรรมการของกลุ่มออมทรัพย์ฯ จะนำมาใช้เป็นเงินทุนที่เปิดให้สมาชิกภายในกลุ่มสามารถกู้ยืมไปใช้ได้ภายใต้วงเงินถือครองของตนเอง ณ เวลานั้นเท่านั้น ดังนั้น คณะกรรมการของกลุ่มฯ จึงต้องมีการบริหารจัดการเงินที่ได้รับมา ประกอบด้วย เงินสัจจะสะสม ค่าสมัคร ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ดอกเบี้ย และอื่นๆ รวมถึงเงินสัจจะสะสมพิเศษ และเงินอุดหนุนจากส่วนราชการ อีกด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ในชุมชน หมู่ 4 บ้านคลองสามแพรก คือ มีการดำเนินงานในรูปแบบเอกสารกระดาษทั้งหมด ทำให้การสรุปยอดเงิน และการสรุปรวมเงินรายรับ รายจ่าย ยอดเงินกู้ยืมของสมาชิก การติดตามการคืนเงินกู้ยืมจากสมาชิก การแบ่งเงินปันผล และอื่นๆ ต้องใช้เวลาในการคิดคำนวณ การค้นหา และอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบนานจากเล่มสมุดบัญชีที่บันทึกไว้ ดังนั้น คณะผู้จัดทำโครงการจึงเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงจะจัดทำโครงการการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์และสนับสนุนการจัดการข้อมูลทางการเงินของชุมชน ขึ้น เพื่อยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์โดยชุมชนโดยนำระบบสารสนเทศที่สามารถทำงานบนระบบคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน ในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชันมาใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานของคณะกรรมการของกลุ่มออมทรัพย์ฯ และสมาชิก ได้รับความสะดวกในการทำงาน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านเศรษฐกิจ และสังคม ของคนในชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่อไปได้อย่างยั่งยืน
1. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการ
เกิดความรู้ ความเข้าใจ และสร้างทักษะในทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ
2. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการเกิดการใช้นวัตกรรมทางด้านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในการผลิตและสร้างรายได้
ลดรายจ่ายของครัวเรือนต้นแบบ อย่างยั่งยืน
3. เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือนสำหรับเพื่อร่วมอาชีพ
ในเขตพื้นที่ของครัวเรือนต้นแบบ
4. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการมีความรู้
ความเข้าใจ มีทักษะในทางปฏิบัติ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพแบบพึ่งตนเอง
อย่างยั่งยืน
ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน (Enabling Technology) ในการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560 - 2579) ที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับบุคคล
ระดับชุมชน และระดับประเทศ โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2560 - 2564) และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ได้กำหนดแนวทางประเด็นปฏิรูป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม
การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม โดยในระดับของชุมชน
เพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำของความยากจนและกระจายประโยชน์จากการพัฒนาไปสู่ประชาชนให้ทั่วถึงมากขึ้น
สังคมมีความสมดุลมากขึ้น โดยรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
เพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้านนวัตกรรม การพัฒนาคน
การให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สร้างสารสนเทศและองค์ความรู้ต่างๆ ดังนั้นจึงได้จัดโครงการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลฟอร์มสารสนเทศชุมชน
เทศบาลเมืองบางแก้ว อำบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
เพื่อเป็นการจัดเก็บฐานข้อมูลชุมชนให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ชุมชน และเทศบาลเมืองบางแก้ว
สามารถเข้าถึงข้อมูลชุมชน ในการวางแผนพัฒนาชุมชน โดยที่ประชาชนจะได้รับข้อมูลเพื่อร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในชุมชนเกิดการพัฒนาชุมชนได้ตรงตามความต้องการของชุมชน